1. ยาลดความดันเป็นยาที่ต้องกินทุกวัน

ปกติแล้วถ้าใครเคยหาหมอด้วยอาการต่างๆ เช่น หวัด เจ็บคอ เจ็บกล้ามเนื้อต่างๆ จะนึกออกว่ามักจะได้ยาบรรเทาอาการซึ่งจะกินแค่ตอนที่มีอาการเท่านั้น แต่ยาลดความดันนั้นต่างจากยาเหล่านี้ เพราะความดันโลหิตสูงเป็นอาการเรื้อรังที่ต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะดีขึ้น

นอกจากนี้ แพทย์จะดูจากค่าความดันล่าสุดในการปรับเพิ่มหรือลดยาความดัน เพราะฉะนั้นการกินยาทุกวันอย่างสม่ำเสมอจะสะท้อนค่าความดันหลังจากใช้ยาสม่ำเสมอ แต่ถ้ากินๆ หยุดๆ แล้วพบว่าความดันไม่ดีขึ้นเลย แพทย์ก็อาจจะเพิ่มจำนวนยาลดความดันให้กินเรื่อยๆ ทำให้ท้ายที่สุดแล้วได้ยาเยอะเกินจำเป็น และพอเห็นยาเยอะอาจรู้สึกไม่อยากกินยาได้


2. ช่วงแรกที่กินยาควรไปพบแพทย์ตามนัด

หลายๆ คนพอได้ยาลดความดันไปแล้ว อาจจะคิดว่ากินแล้วก็วัดความดันเองที่บ้านก็ได้ แต่จริงๆ แล้วช่วงเริ่มยานั้นสำคัญที่สุด เนื่องจากร่างกายคนเราเมื่อได้รับยาตัวใหม่อาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือเจอผลข้างเคียงซึ่งมักจะเจอหลังจากกินยาในช่วงแรกไม่นาน ทำให้ช่วงแรกๆ นั้นแพทย์มักจะนัดผู้ป่วยให้มาพบเร็วกว่าปกติ เช่น นัด 2 อาทิตย์หรือไม่เกิน 1 เดือนหลังจากเริ่มยาใหม่


3. ควรกินยาลดความดันอย่างมีเป้าหมาย

  • ค่าที่เหมาะสมที่สุด = ต่ำกว่า 120/80 mmHg
  • ถ้าเกิน 140/90 mmHg ขึ้นไป = จัดเป็นความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงผู้ป่วยมักไม่ค่อยให้ความสำคัญ เนื่องจากมักไม่แสดงอาการผิดปกติทางร่างกายให้เห็นชัดเจน คือไม่ได้รู้สึกปวด เจ็บ แต่จริงๆ แล้วความดันโลหิตสูงนั้น เหมือนหลอดเลือดในร่างกายเราได้รับแรงกระแทกตลอดเวลา ซึ่งหลอดเลือดเป็นเหมือนท่อส่งอาหารให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายเรา การที่ความดันโลหิตสูงตลอดเวลาส่งผลให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ เสียหายตามไปด้วย เช่น หัวใจ ไต หรือตา

💡ตัวอย่างผู้ป่วยในชีวิตจริง

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่อยู่ในระยะที่ 2 ปล่อยให้ความดันโลหิตสูงเกิน 160/80 เป็นระยะเวลานาน ทำให้โรคไตแย่ลงเป็นระยะที่ 3 อย่างรวดเร็วภายใน 1 ปี ในขณะที่ผู้ป่วยโรคไตที่อยู่ระยะที่ 2 เหมือนกันแต่คุมความดันได้ดีนั้นค่าไตยังคงเท่าเดิมได้


4. พฤติกรรมก็สำคัญ

แม้จะกินยาแล้ว แต่ถ้าไม่ปรับพฤติกรรม ความดันอาจยังสูงอยู่ หรือทำให้ต้องใช้ยามากขึ้นโดยไม่จำเป็น การปรับพฤติกรรมที่สามารถช่วยลดความดันได้ เช่น

  • ลดเค็ม
  • ควบคุมน้ำหนัก (ในผู้ที่น้ำหนักเกิน)
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ลดแอลกอฮอล์ เลิกบุหรี่
  • จัดการความเครียดและนอนหลับให้พอ

5. ควรวัดความดันที่บ้านด้วย

ผู้ป่วยบางคนเวลาวัดความดันที่โรงพยาบาลมักจะความดันสูงขึ้น เนื่องจากความเครียด ความกังวล หรือสภาวะตื่นเต้นเมื่อเจอบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งที่จริงๆ แล้วค่าความดันที่บ้านนั้นดีกว่านี้มาก เพราะฉะนั้นหากใครเป็นความดันโลหิตสูงควรวัดความดันที่บ้านด้วย และบันทึกความดันไว้ทุกๆ วัน ซึ่งความดันที่วัดเองนั้นมักจะสะท้อนความดันที่แท้จริงของผู้ป่วย เมื่อมาโรงพยาบาลสามารถใช้พูดคุยกับแพทย์ได้ว่าความดันที่บ้านได้เท่านี้ เพื่อที่แพทย์จะได้ช่วยพิจารณาการรักษาที่เหมาะสมขึ้นด้วย


บทความนี้ตรวจสอบโดยเภสัชกร

หมายเหตุ: ข้อมูลนี้อ้างอิงจากคำแนะนำทั่วไปของยา ไม่สามารถทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์ส่วนบุคคลได้ และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ยาทุกครั้ง